ในวันที่คุณภาพชีวิตกลายเป็นคุณค่าที่ผู้คนมองหา
การออกแบบพื้นที่ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน และเติบโตไปพร้อมกับอนาคต จึงเป็นคำถามสำคัญที่ อนวัช ฉัตรศิริกุล หันกลับมาถามตัวเองในวันที่สร้างโครงการสักแห่ง ที่สุดท้ายแล้วต้องตอบให้ได้ว่า
“เรากำลังสร้างสิ่งนี้เพื่อใคร”
วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ A Asset ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่ ภายใต้การก่อตั้งของ อนวัช ฉัตรศิริกุล ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอ แอสเสท จำกัด ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ตลอดการสนทนา ไม่ได้พูดถึงยอดขาย ไม่ได้พูดถึงการแข่งขัน แต่กลับพูดถึงเรื่องคน ระบบ และวิถีคิด

จากวิศวกรรมสู่โครงสร้างชีวิต
แม้วันนี้ A Asset จะไม่คุ้นหูนักในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย แต่เบื้องหลังไม่ได้เริ่มต้นจาก 0 รากฐานขององค์กรนี้เติบโตมาจากธุรกิจวิศวกรรม การบริหารโครงการ และประสบการณ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งในไทย ญี่ปุ่น และเวียดนาม ภายใต้ชื่อ PPSN บริษัทวิศวกรที่ปรึกษา และบริหารงานก่อสร้างมืออาชีพมานานกว่า 3 ทศวรรษ กับ BCONS ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างในเวียดนาม
ประสบการณ์ที่คร่ำหวอดในวงการออกแบบ บริหารงาน และควบคุมงานก่อสร้างมาอย่างยาวนานนี้เอง กลายมาเป็น DNA สำคัญในระบบคิดของ A Asset ส่งมุมมองให้ผู้บริหารคิดนอกกรอบ
หลายคนอาจเติบโตมากับสนามเด็กเล่น แต่สำหรับอนวัช พื้นที่เรียนรู้กลับเป็นไซต์ก่อสร้าง โดยคุณพ่อของเขา ผู้เป็นทั้งอาจารย์ วิศวกร และผู้บริหารเจ้าของบริษัทวิศวกรรม ทำให้ชีวิตตั้งแต่วัยเด็กของอนวัช เติบโตมาพร้อมแบบก่อสร้าง หน้างาน และการแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรม
“ผมโตมากับไซต์งาน เราเห็นตั้งแต่โครงสร้างยังไม่ขึ้น เห็นขั้นตอน เห็นวิธีแก้ เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในอาคารก่อนที่มันจะกลายเป็นที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน หรือสิ่งปลูกสร้าง” เขาเล่าย้อนอดีตที่ผ่านมา
จนเมื่อก้าวเข้ามาทำงานด้านวิศวกรรม ประกอบกับทีมงานที่มีประสบการณ์สูง ผ่านการทำงานกับโครงการจำนวนมาก ทั้งในฐานะผู้ออกแบบ ผู้บริหารโครงการ และผู้ควบคุมงาน ตั้งแต่ที่พักอาศัยขนาดเล็ก อพาร์ตเม้นท์ คอนโดมิเนียม โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สถาบันการศึกษา ระบบโครงสร้างพื้นฐานเมือง ไปจนถึงโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่และเมืองต้นแบบ นั่นทำให้หลายครั้งทีมงานเรียนรู้ว่าบางเรื่อง สามารถทำในมุมต่างออกไปได้
เพราะ “ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ใหม่ เราต้องเริ่มคิดใหม่”
นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จากวิศวกรที่ดูแลโครงการของคนอื่น มาสู่ความคิดที่ว่า วันหนึ่งถ้ามีโอกาส จะสร้างสิ่งที่ตัวเองเชื่อจริงๆ
สิ่งที่น่าสนใจ คือ อนวัชไม่เคยนิยามตัวเองว่าเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่มองตัวเองเป็นวิศวกรมากกว่า และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้วิธีคิดของเขาแตกต่างออกไป
“งานโครงสร้างที่อยู่ใต้ดินหรือหลังกำแพง คือสิ่งที่จะกำหนดว่าบ้านหลังนี้จะอยู่รอดผ่านเวลา หรือจะกลายเป็นภาระของคนในอนาคต”
สำหรับคนทั่วไป พื้นที่อาจเริ่มต้นจากห้องรับแขก ห้องนอน อาคารสำนักงาน สวน หรือพื้นที่ส่วนกลาง แต่สำหรับเขา สิ่งปลูกสร้างต้องเริ่มต้นจากวิธีคิดและระบบ โดยเฉพาะระบบที่มองไม่เห็น ไม่ว่าจะซ่อนอยู่ใต้พื้นหรืออยู่หลังกำแพง เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะกำหนดคุณภาพชีวิตในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
บทเรียนจากสองวัฒนธรรม หล่อหลอมวิถีนักพัฒนา
ประสบการณ์อีกช่วงหนึ่งที่ส่งผลต่อวิธีคิดของอนวัชอย่างมาก เกิดขึ้นในต่างแดน อย่างที่ เวียดนาม ในวันที่หลายคนยังไม่เห็นศักยภาพของตลาดแห่งนี้ เขากลับเลือกเดินเข้าไปศึกษาและทำงานในประเทศนี้อย่างจริงจัง
“วันที่ผมไปครั้งแรก ประเทศยังโล่งมาก แต่คนเยอะมาก ผมคิดเลยว่า ที่นี่ต่อไปจะเติบโต”
สิ่งที่สร้างความประทับใจในเวียดนามไม่ใช่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เป็นทัศนคติของผู้คน เขาเล่าถึงการเดินตรวจไซต์ก่อสร้างครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน มีวิศวกรและทีมงานหลายสิบคนเดินตาม พร้อมรับฟังความคิดเห็นทุกอย่าง สองเดือนต่อมา เมื่อกลับไปอีกครั้ง สิ่งที่เขาเคยเสนอไปได้นำไปปรับปรุงเกือบทั้งหมด พื้นที่ก่อสร้างที่เคยไม่เป็นระเบียบถูกจัดใหม่ สวัสดิภาพคนงานดีขึ้น ระบบต่างๆ ชัดเจนขึ้น
ประสบการณ์เหล่านั้นค่อยๆ พาเขาเข้าไปสู่การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในเวียดนาม ในชื่อของ BCONS จนทุกวันนี้เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในเวียดนาม
ยิ่งโครงการมีขนาดใหญ่ขึ้น ความท้าทายก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นเช่นกัน จากอาคารเดี่ยว สู่การพัฒนาเมือง จากโครงการเดียว สู่เมืองและระบบนิเวศของการอยู่อาศัย และนั่นทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามใหม่อีกครั้ง
“เรากำลังสร้างอาคาร หรือเรากำลังสร้างคุณภาพชีวิต”
ในอีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นกลับกลายเป็นอีกบทเรียนสำคัญ เมื่อเขาไปริเริ่มโครงการที่ญี่ปุ่น และได้ซึมซับวิธีคิด เพราะ “ญี่ปุ่นคิดทุกอย่างระยะยาว”
อนวัชพูดถึงการทำงานในญี่ปุ่นว่า ความก้าวหน้าของวงการอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยี แต่เพราะวัฒนธรรมการคิดอย่างละเอียด ความใส่ใจ การวางแผน การบำรุงรักษา และการมองอนาคต
หลายครั้งความคลาดเคลื่อนเพียงไม่กี่เซนติเมตรกลายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะปัญหาเล็กๆ ในวันนี้อาจกลายเป็นต้นทุนขนาดใหญ่ในอนาคต
“เคยมีโครงการหนึ่งที่ญี่ปุ่น ยอมเสียเวลาไปอีก 6 เดือน เสียงบประมาณเพิ่มอีก 10 กว่าล้าน ทุ่มเททรัพยากรคน เพื่อแก้ไขความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยในระดับ 2 - 10 เซนติเมตร ตั้งแต่อยู่ในกระดาษหรือพิมพ์เขียว ดีกว่าให้ความผิดพลาดเล็กๆ นั้นผ่านไปจนบานปลายหน้างาน ดีกว่าให้ลูกบ้านต้องเสียเวลาแก้ปัญหาทั้งชีวิต”
ปรัชญานี้กลายเป็นสิ่งที่ทีมงานเรียกว่า The 10 Centimeter Philosophy เพราะรายละเอียดเล็กๆ ที่คนอาจไม่เห็น อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมหาศาล อยู่ที่เราต้องตัดสินใจในวันนี้ที่เริ่มต้น

‘ยั่งยืน ส่งต่อ โปร่งใส’ รากฐานแห่งความใส่ใจ
สไตล์การทำงานของทั้ง 2 ประเทศนี้ เป็นสิ่งที่หล่อหลอมวิธีคิดของอนวัช และกลายมาเป็นดีเอ็นเอขององค์กร เมื่อถามว่าในมุมมองของเขา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตควรเป็นอย่างไร? และเป็นสิ่งที่เขาจะใช้เป็นแนวทางในการทำงานของ A Asset เขาตอบอย่างไม่ลังเลว่า
1.ความยั่งยืน (Sustain) หมายถึง การสร้างโครงการที่รับผิดชอบ ไม่ทิ้งภาระในการดูแลรักษาไว้ให้ลูกบ้านในระยะยาว โดยเน้นการออกแบบที่บำรุงรักษาง่ายและทนทาน
2.การส่งต่อ (Legacy) ไม่ได้หมายถึงการเป็นมรดกของลูกหลาน แต่มุ่งการสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรและมีคุณค่าให้คนรุ่นถัดไปจะสามารถอยู่อาศัย และใช้งานได้อย่างมีความสุข
3.ความตรงไปตรงมา (Transparent) ในยุคข้อมูลข่าวสารปัจจุบัน ความจริงใจ และความโปร่งใสคือสิ่งสำคัญที่สุด พร้อมที่จะเปิดเผยกระบวนการทำงานและรับผิดชอบต่อสังคม คนรอบข้างอย่างตรงไปตรงมา
“ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการไม่สร้างภาระให้ลูกบ้าน และชุมชน บ้านที่ดีต้องดูแลง่าย ค่าใช้จ่ายต้องเหมาะสม และยังคงคุณภาพได้ในระยะยาว เราต้องคิดว่าอีก 20 ปีเขาจะดูแลอาคารอย่างไร”
ประโยคนี้ถูกพูดขึ้นหลายครั้ง เพราะเขาเชื่อว่าค่าใช้จ่ายในอนาคต คือ เรื่องที่ผู้พัฒนาควรคิดแทนลูกบ้าน วัสดุที่เลือก ระบบที่ติดตั้ง การออกแบบพื้นที่ ทุกอย่างต้องถูกคิดเผื่อไว้
เริ่มต้นด้วยคน ก้าวไปข้างหน้าด้วยความสรรค์สร้าง ยั่งยืน
เช่นเดียวกับเรื่อง Wellbeing ในวงการอสังหาริมทรัพย์ สำหรับเขาไม่ได้เริ่มต้นจากสระว่ายน้ำ ฟิตเนส หรือคลับเฮาส์ แต่เริ่มจาก “คน” และเชื่อว่าความใส่ใจเป็นสิ่งที่ส่งต่อกันได้ จากองค์กรสู่ทีมงาน สู่โครงการ และไปถึงลูกบ้าน
“ถ้าพนักงานหลังบ้านมีความสุข ย่อมสร้างบ้านที่เต็มไปด้วยความใส่ใจได้ ผมว่าทุกอย่างเริ่มจากคน ถ้าคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนก็จะดี สภาพแวดล้อมก็จะดี และความยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นตามมา”
แม้แต่พื้นที่สีเขียวที่ทุกวงการให้ความสำคัญ คุณอนวัชสรุปด้วยประโยคที่ว่า “เขียวที่ดีต้องอยู่ได้จริง มีความสบาย และดูแลได้ในระยะยาว”
องค์กรแบบ A Asset จึงไม่ได้มองเฉพาะคนในโครงการ แต่มองไปถึงคนรอบข้าง ชุมชน และเมือง โดยเฉพาะพื้นที่สาธารณะ เพราะจากบทเรียนที่ผ่านวงจรการเปลี่ยนแปลงของเมืองมาหลายแห่ง สำหรับเขา เมืองที่ดีต้องมีชีวิต ผู้คนต้องมีพื้นที่พบปะ และพื้นที่เหล่านั้นต้องสร้างคุณค่าให้กับสังคมโดยรวม
ดังนั้นความลึกซึ้งของปรัชญาแบรนด์ A Asset ที่ว่า ALWAYS FORWARD จึงไม่ใช่การเติบโตอย่างเดียว แต่คือการก้าวไปข้างหน้าที่จะสรรค์สร้างอย่างยั่งยืน ทำทุกวันให้ดีที่สุด เพื่อให้คนรุ่นต่อไปมีชีวิตที่ดีขึ้น การสร้างสิ่งที่ส่งต่อได้ สร้างเมืองที่น่าอยู่ขึ้น

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ A Asset เลือก ‘คิดละเอียด’ ไม่ใช่เพราะรายละเอียดทำให้อาคารแตกต่าง แต่เพราะรายละเอียดเล็กๆ เหล่านั้น จะกลายเป็นคุณภาพชีวิตของใครบางคนในอนาคต